การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยา: คู่มือทีละขั้นตอนสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

วิธีซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยา: คู่มือทีละขั้นตอนสำหรับชาวต่างชาติ

กำลังฝันถึงคอนโดวิวทะเลในจอมเทียน คอนโดสำหรับการลงทุนใจกลางเมือง หรือพูลวิลล่าส่วนตัวในพัทยาตะวันออกใช่หรือไม่? คุณไม่ได้เป็นคนเดียวอย่างแน่นอน

พัทยายังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของผู้ซื้อชาวต่างชาติ ด้วยการผสมผสานระหว่างการใช้ชีวิตริมทะเล สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ชุมชนนานาชาติที่แข็งแกร่ง และศักยภาพด้านการลงทุนในระยะยาว

สำหรับผู้ซื้อจากต่างประเทศ ขั้นตอนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอาจดูซับซ้อนในช่วงแรก ประเทศไทยมีกฎหมายและข้อกำหนดที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ โควต้าคอนโด การโอนเงินจากต่างประเทศ การตรวจสอบทางกฎหมาย ภาษี และขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน การเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

Cornerstone Real Estate มีประสบการณ์ในการช่วยเหลือลูกค้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ทีมงานของเราเข้าใจทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขั้นตอนทางกฎหมาย และรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีความสำคัญสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติ

คู่มือนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่การเลือกรูปแบบกรรมสิทธิ์ การวางเงินจอง การตรวจสอบเอกสาร การโอนเงินจากต่างประเทศ ไปจนถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน


ทำความเข้าใจรูปแบบกรรมสิทธิ์ ก่อนเริ่มซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยา

ชาวต่างชาติศึกษารูปแบบกรรมสิทธิ์คอนโด ฟรีโฮลด์ ลีสโฮลด์ และทางเลือกการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

ก่อนเริ่มเข้าชมอสังหาริมทรัพย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจรูปแบบกรรมสิทธิ์ที่ชาวต่างชาติสามารถถือครองได้ในประเทศไทย แม้ว่ากฎหมายไทยจะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ แต่ก็ยังมีทางเลือกหลายรูปแบบที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย และช่วยให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ

กรรมสิทธิ์คอนโดแบบฟรีโฮลด์ (Freehold Condominium)

สำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติส่วนใหญ่ การถือครองคอนโดมิเนียมแบบฟรีโฮลด์ยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

กฎหมายไทยอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดในชื่อของตนเองได้ ตราบใดที่สัดส่วนการถือครองของชาวต่างชาติในโครงการนั้นไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายทั้งหมดของอาคาร หรือที่เรียกว่า Foreign Quota

เมื่อโครงการยังมีโควต้าสำหรับชาวต่างชาติ ผู้ซื้อจะได้รับโฉนดกรรมสิทธิ์ (Chanote) ในชื่อตนเอง ซึ่งถือเป็นรูปแบบกรรมสิทธิ์ที่มั่นคงและได้รับการยอมรับมากที่สุดสำหรับผู้ซื้อจากต่างประเทศ

สัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold) สำหรับบ้านและพูลวิลล่า

แม้ว่าชาวต่างชาติจะไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้โดยตรง แต่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในตัวอาคาร และเช่าที่ดินระยะยาวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สัญญาเช่าที่จดทะเบียนกับสำนักงานที่ดินมีระยะเวลาสูงสุด 30 ปี แม้ว่าบางสัญญาจะระบุเงื่อนไขการต่ออายุไว้ แต่กฎหมายไทยรับรองเฉพาะระยะเวลา 30 ปีแรก ส่วนการต่ออายุในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคู่สัญญา

สำหรับผู้ที่ต้องการบ้านพักอาศัยหรือพูลวิลล่าในพัทยา การถือครองแบบ Leasehold ยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและมีความมั่นคงในทางปฏิบัติ

Sap-Ing-Sith

Sap-Ing-Sith เป็นรูปแบบสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ในประเทศไทย โดยให้สิทธิในการถือครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเป็นระยะเวลาสูงสุด 30 ปี

เมื่อเทียบกับสัญญาเช่าทั่วไป Sap-Ing-Sith มีความยืดหยุ่นมากกว่าในด้านการโอนสิทธิ การรับมรดก และการใช้เป็นหลักประกัน แม้ว่าจะยังไม่แพร่หลายเท่ากับ Freehold หรือ Leasehold แต่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรปรึกษานักกฎหมายก่อนตัดสินใจ

บริษัทจำกัดของไทย (Thai Limited Company)

บริษัทที่จดทะเบียนและดำเนินธุรกิจจริงในประเทศไทยสามารถถือครองที่ดินได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งบริษัทโดยใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (Nominee Shareholders) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ผู้ที่สนใจรูปแบบการถือครองผ่านบริษัท ควรขอคำแนะนำจากทนายความที่มีประสบการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายไทยทุกประการ


ขั้นตอนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยาแบบทีละขั้นตอน

ผู้ซื้อกำลังดำเนินการด้านกฎหมาย การเซ็นสัญญา และการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินพัทยา

ขั้นตอนที่ 1: การจองและการวางเงินมัดจำ

เมื่อคุณตัดสินใจเลือกอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนแรกคือการลงนามในสัญญาจอง เพื่อให้ทรัพย์สินถูกนำออกจากตลาดชั่วคราว ในขั้นตอนนี้ ผู้ซื้อจะวางเงินมัดจำ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 50,000–200,000 บาท ขึ้นอยู่กับมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์

โดยปกติ เงินมัดจำจะไม่สามารถขอคืนได้ เว้นแต่การตรวจสอบทางกฎหมาย (Due Diligence) จะพบปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้ขายไม่สามารถดำเนินการขายได้ตามที่ตกลงไว้

ขั้นตอนที่ 2: การตรวจสอบทางกฎหมาย (Due Diligence)

นี่คือหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการซื้อทั้งหมด เราแนะนำให้ผู้ซื้อใช้บริการทนายความที่มีประสบการณ์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินอย่างละเอียดก่อนทำสัญญาซื้อขาย

การตรวจสอบจะครอบคลุมการค้นหาโฉนดที่สำนักงานที่ดิน เพื่อยืนยันว่าผู้ขายเป็นเจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมาย ตรวจสอบว่ามีภาระผูกพัน จำนอง หรือข้อพิพาทใด ๆ หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้าง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และสิทธิการเข้าออก (Servitude) หากเกี่ยวข้อง

หากคุณยังอยู่ในช่วงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คู่มือ กำลังคิดจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยาใช่หรือไม่? จะช่วยอธิบายเรื่องรูปแบบกรรมสิทธิ์ ขั้นตอนทางกฎหมาย และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ซื้อจากต่างประเทศได้ละเอียดมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3: สัญญาจะซื้อจะขาย (Sales and Purchase Agreement)

เมื่อการตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขายจะลงนามในสัญญาจะซื้อจะขาย หรือ Sales and Purchase Agreement (SPA) ซึ่งระบุรายละเอียดสำคัญทั้งหมด เช่น ราคาซื้อขาย กำหนดการชำระเงิน วันโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงการตกลงว่าแต่ละฝ่ายจะรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและภาษีรายการใดบ้าง

ขั้นตอนที่ 4: การโอนเงินจากต่างประเทศ

หากคุณซื้อคอนโดแบบกรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์ เงินที่ใช้ซื้อจะต้องโอนมาจากต่างประเทศในสกุลเงินต่างประเทศตามข้อกำหนดของกรมที่ดิน

โดยทั่วไป ผู้ซื้อจะโอนเงินจากบัญชีธนาคารในต่างประเทศเข้าสู่บัญชีธนาคารในประเทศไทย หากยอดโอนเกิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารในประเทศไทยจะออกเอกสาร Foreign Exchange Transaction (FET) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน

ขั้นตอนที่ 5: การโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน

ขั้นตอนสุดท้ายคือการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินพัทยา ในวันโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อ (หรือทนายความที่ได้รับมอบอำนาจ) จะชำระเงินส่วนที่เหลือ ชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ และออกโฉนดที่ระบุชื่อผู้ซื้อเป็นเจ้าของใหม่


ค่าใช้จ่ายและภาษีที่ควรทราบเมื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยา

ภาษี ค่าธรรมเนียมการโอน และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

นอกเหนือจากราคาซื้อขายแล้ว ผู้ซื้อควรเตรียมงบประมาณสำหรับค่าธรรมเนียมและภาษีต่าง ๆ ที่ต้องชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน หากต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านคู่มือ ภาษีอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งอธิบายค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างละเอียด

1. ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์

กรมที่ดินเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนในอัตรา 2% ของราคาประเมินราชการ

ในพัทยา โดยทั่วไปผู้ซื้อและผู้ขายมักตกลงแบ่งชำระค่าธรรมเนียมนี้ฝ่ายละครึ่ง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย

2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax)

ภาษีธุรกิจเฉพาะคิดในอัตรา 3.3% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่ว่าราคาใดสูงกว่า

โดยทั่วไป ภาษีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ขายถือครองอสังหาริมทรัพย์มาไม่ถึง 5 ปี หรืออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้เป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้ขาย

โดยปกติ ภาษีรายการนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้ขาย

3. อากรแสตมป์ (Stamp Duty)

หากการซื้อขายไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะมีการเรียกเก็บอากรแสตมป์แทนในอัตรา 0.5%

อากรแสตมป์จะคำนวณจากราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่ว่าราคาใดสูงกว่า และโดยทั่วไปผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้

4. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีเงินได้ที่เรียกเก็บ ณ วันที่โอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน

  • สำหรับผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดา จำนวนภาษีจะคำนวณจากราคาประเมินและระยะเวลาการถือครองอสังหาริมทรัพย์
  • สำหรับผู้ขายที่เป็นนิติบุคคล โดยทั่วไปจะคิดในอัตรา 1% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่ว่าราคาใดสูงกว่า

ภาษีรายการนี้โดยปกติเป็นความรับผิดชอบของผู้ขาย

5. ค่าทนายความ

ผู้ซื้อควรเตรียมงบประมาณสำหรับค่าทนายความของตนเอง เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

สำหรับการซื้อคอนโดในพัทยา ค่าบริการด้านกฎหมายโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 20,000–50,000 บาท ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบเอกสาร การตรวจสอบกรรมสิทธิ์ การพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขาย และการช่วยดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน


สรุป

การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยุ่งยาก หากได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น การซื้อบ้านหรือคอนโดในพัทยาสามารถเป็นประสบการณ์ที่ราบรื่น ปลอดภัย และเป็นก้าวสำคัญสู่การมีบ้านพักริมทะเล การลงทุนระยะยาว หรือการเริ่มต้นใช้ชีวิตบทใหม่ในประเทศไทย

Cornerstone Real Estate ได้ช่วยเหลือผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ตั้งแต่การค้นหาอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสม การประสานงานด้านกฎหมาย การตรวจสอบเอกสาร ไปจนถึงการโอนกรรมสิทธิ์ เรามุ่งมั่นให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกคน

ไม่ว่าคุณกำลังมองหาคอนโดริมทะเลในวงศ์อมาตย์ บ้านสำหรับครอบครัวในห้วยใหญ่ หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในพัทยากลาง ทีมงานของเราพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ในตลาดท้องถิ่น เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

หากคุณยังอยู่ในช่วงค้นหาอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสม สามารถลงทะเบียนฟรีกับ Property Alert เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่ตรงกับความต้องการของคุณทันทีที่เข้าสู่ตลาด

หากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ขั้นตอนทางกฎหมาย และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพัทยา สามารถอ่านคู่มือ กำลังคิดจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพัทยาใช่หรือไม่? ซึ่งรวบรวมข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติไว้อย่างครบถ้วน


ติดต่อ Cornerstone Real Estate

ทีมงาน Cornerstone Real Estate ผู้ได้รับรางวัลด้านอสังหาริมทรัพย์ในพัทยา บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพ ความไว้วางใจ และการบริการ

🏆 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในพัทยาที่ได้รับรางวัลจาก Nestopa Thailand

หากคุณต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อ ขาย เช่า หรือบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ในพัทยา ติดต่อทีมงานของเรา แล้วค้นพบว่าทำไมลูกค้าจำนวนมากจึงยังคงไว้วางใจ Cornerstone Real Estate มาตลอดกว่า 21 ปี

📲 WhatsApp: +66 807 945 904
💬 LINE ID: @cornerstonepattaya
📞 +66 (0)38 411250
📧 info@cornerstone.co.th
🌐 www.cornerstone.co.th

Cornerstone Real Estate — Doing Things The Right Way.

แสดงความคิดเห็น